5 ความจริงที่นักเทรดมักไม่รู้เกี่ยวกับ Spread ต้นทุนที่สำคัญที่สุดในการเทรด


Categories :

ในการซื้อขายตลาดการเงิน ไม่ว่าจะเป็น Forex, ทองคำ, หรือ CFD สิ่งที่นักเทรดทุกคนต้องเผชิญและรับรู้ว่าเป็นต้นทุนพื้นฐานคือ ค่าสเปรด (Spread) ซึ่งหลายคนอาจมองข้ามหรือเข้าใจผิดว่ามันเป็นเพียงค่าธรรมเนียมเล็กน้อยที่โบรกเกอร์เรียกเก็บ แต่แท้จริงแล้ว Spread คือ กลไกสำคัญที่สะท้อนถึงสภาพคล่องของตลาด ความเสี่ยงที่โบรกเกอร์แบกรับ และเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำไรขาดทุนของนักเทรด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ใช้กลยุทธ์การเทรดแบบถี่ ๆ (Scalping) หรือเทรดในช่วงที่มีข่าวสำคัญ การทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า Spread คือ อะไร และความจริงเบื้องหลังของมัน จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการบริหารจัดการต้นทุนการเทรดอย่างมืออาชีพ บทความนี้จะนำเสนอ “5 ความจริงที่นักเทรดมักไม่รู้เกี่ยวกับ Spread” เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจเทรดได้อย่างชาญฉลาดและมีกำไรสูงสุดกันครับ

5 ความจริงที่นักเทรดมักไม่รู้เกี่ยวกับ Spread มีอะไรบ้าง?

1. Spread คือ ความแตกต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขายเสมอ

ความจริงพื้นฐานที่สุดที่ต้องทำความเข้าใจคือการนิยามของ Spread ในตลาดการเงิน

  • Spread คือ ส่วนต่างระหว่างราคาเสนอซื้อ (Bid Price) และราคาเสนอขาย (Ask Price) ในคู่สกุลเงินหรือสินทรัพย์ใด ๆ . ราคาสูงกว่า (Ask) คือราคาที่คุณต้องจ่ายเมื่อเปิดสถานะซื้อ (Long) และราคาต่ำกว่า (Bid) คือราคาที่คุณได้รับเมื่อเปิดสถานะขาย (Short) หรือเมื่อปิดสถานะซื้อ
  • ต้นทุนทันทีที่เปิดสถานะ: เมื่อคุณเปิดสถานะการซื้อขายใด ๆ คุณจะเริ่มต้นด้วยการขาดทุนเท่ากับขนาดของ Spread ทันที นั่นหมายความว่าราคาของสินทรัพย์จะต้องเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่คุณต้องการในระยะทางอย่างน้อยเท่ากับ Spread ก่อนที่คุณจะเริ่มทำกำไรได้ ความจริงที่ว่า Spread คือ ต้นทุนเบื้องต้นนี้ มักถูกละเลยโดยนักเทรดมือใหม่

2. Spread ไม่ได้คงที่ และสะท้อนสภาพคล่องของตลาด

ความเข้าใจผิดที่ใหญ่ที่สุดคือการเชื่อว่า Spread คือ ตัวเลขคงที่ตลอดเวลา ซึ่งความจริงนั้นแตกต่างออกไป

  • Spread ผันผวนตามสภาพคล่อง: Spread คือ ตัวชี้วัดสภาพคล่องของสินทรัพย์ในช่วงเวลานั้น ๆ เมื่อสภาพคล่องในตลาดสูง (เช่น ช่วงเวลาตลาดลอนดอน/นิวยอร์กคาบเกี่ยวกัน) Spread จะแคบลง แต่เมื่อสภาพคล่องต่ำ (เช่น ช่วงตลาดเอเชียเปิดใหม่ หรือช่วงกลางคืน) Spread จะถ่างกว้างออกอย่างเห็นได้ชัด
  • การถ่างตัวในช่วงข่าวสำคัญ: เมื่อมีการประกาศข่าวเศรษฐกิจที่มีผลกระทบสูง (High-Impact News) เช่น ตัวเลข NFP หรือการตัดสินใจอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง Spread คือ สิ่งที่โบรกเกอร์มักจะขยายออกไปอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันความเสี่ยงของตนเอง เนื่องจากความผันผวนรุนแรงในช่วงเวลานั้น ซึ่งความจริงนี้เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อเทรดเดอร์ที่ส่งคำสั่งในช่วงข่าว

3. ขนาดของ Spread แปรผกผันกับประเภทสินทรัพย์

นักเทรดมืออาชีพทราบดีว่า Spread คือ สิ่งที่แตกต่างกันอย่างมากในแต่ละประเภทสินทรัพย์

  • คู่สกุลเงินหลัก vs คู่สกุลเงินรอง/แปลกใหม่: คู่สกุลเงินหลัก (Majors) เช่น EUR/USD และ USD/JPY ซึ่งมีความถี่ในการซื้อขายสูง จะมี Spread ที่แคบที่สุด แต่เมื่อเทรดคู่สกุลเงินรอง (Minors) หรือคู่สกุลเงินแปลกใหม่ (Exotics) Spread คือ สิ่งที่จะถ่างกว้างขึ้นอย่างมาก เนื่องจากมีผู้ซื้อขายน้อยรายกว่า
  • CFD ทองคำและดัชนี: การเทรดทองคำ (XAU/USD) และดัชนี (เช่น S&P 500) ก็มี Spread ที่แตกต่างกันเช่นกัน โดยทองคำจะมี Spread ที่สูงกว่าคู่สกุลเงินหลัก แต่ต่ำกว่าคู่สกุลเงินแปลกใหม่ การรู้ว่า Spread คือ ต้นทุนการเข้าถึงสินทรัพย์เฉพาะทางนี้ จะช่วยให้คุณประเมินต้นทุนรวมของกลยุทธ์ได้อย่างแม่นยำ

4. Spread คือ โมเดลธุรกิจหลักของโบรกเกอร์ส่วนใหญ่

ความจริงที่ว่า Spread คือ แหล่งรายได้หลักของโบรกเกอร์ส่วนใหญ่ (Market Maker) มักไม่เป็นที่เข้าใจโดยนักเทรดทั่วไป

  • โบรกเกอร์ Market Maker: สำหรับโบรกเกอร์ Market Maker Spread คือ กำไรหลักที่พวกเขาได้รับจากการจับคู่คำสั่งซื้อขายภายในบริษัทหรือการเป็นคู่สัญญาเอง การเข้าใจว่าโบรกเกอร์เหล่านี้ใช้ Spread เป็นเครื่องมือทำเงิน ช่วยให้คุณเข้าใจแรงจูงใจเบื้องหลังการกำหนดราคา
  • โบรกเกอร์ ECN/STP: โบรกเกอร์ ECN/STP มักจะมี Raw Spread (สเปรดดิบ) ที่แคบมากหรือเกือบเป็นศูนย์ แต่พวกเขาจะเก็บค่าธรรมเนียมการดำเนินการ (Commission) แยกต่างหาก การเลือกโมเดลใดนั้นขึ้นอยู่กับสไตล์การเทรดของคุณ แต่ทั้งสองแบบ Spread คือ สิ่งที่นักเทรดต้องจ่ายในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเสมอ

5. Spread มีผลต่อการคำนวณ Stop Loss และ Take Profit

นักเทรดที่ขาดประสบการณ์มักตั้งค่า Stop Loss และ Take Profit โดยไม่รวมเอา Spread เข้าไปในการคำนวณ

  • การเปิดสถานะซื้อ (Long): เมื่อคุณเปิด Buy คุณเข้าที่ราคา Ask แต่เมื่อคุณปิด (Take Profit หรือ Stop Loss) คุณจะปิดที่ราคา Bid นั่นหมายความว่าราคา Bid ต้องไปถึงระดับ Take Profit ที่ตั้งไว้ โดยไม่รวม Spread เพื่อให้คุณทำกำไรตามเป้า
  • การเปิดสถานะขาย (Short): เมื่อคุณเปิด Sell คุณเข้าที่ราคา Bid แต่เมื่อคุณปิด คุณจะปิดที่ราคา Ask ซึ่งหมายความว่าราคา Ask ต้องไปถึงระดับ Stop Loss ที่คุณตั้งไว้ Spread คือ ระยะทางที่คุณต้องเผื่อไว้เมื่อคำนวณจุดตัดขาดทุน

จากข้อมูลที่เรานำมาฝากในข้างต้น เรียกได้ว่า Spread คือ ต้นทุนที่สำคัญที่สุดในการซื้อขาย Forex และ CFD ซึ่งเป็นความจริงที่นักเทรดมืออาชีพไม่เคยมองข้าม การเข้าใจ 5 ความจริงนี้ จะช่วยให้คุณบริหารจัดการเงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเลือกโบรกเกอร์ที่มี Spread ที่แข่งขันได้และเหมาะสมกับกลยุทธ์การเทรดของคุณจึงเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญสู่การเพิ่มอัตรากำไรสุทธิในการเทรดครับ